สตาร์ท เครื่องปั่นไฟ ไม่ติดทำไงดี? เช็คลิสต์ 3 จุดง่ายๆ ที่ไม่ต้องง้อช่าง!
คุณเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ไหม? จู่ๆ ไฟทั้งบ้านดับพรึ่บ! แอร์หยุดทำงาน พัดลมแน่นิ่ง แต่…ในใจก็เราก็มี เครื่องปั่นไฟ อยู่! เดินถือไฟฉายเท่ๆลงไปที่โรงรถ เปิด เครื่องปั่นไฟ ออก บิดกุญแจเปิดสวิตช์ มือจับด้ามดึงสตาร์ท สูดหายใจลึก แล้วดึง! แชะ...อ่าวเงียบ เอาใหม่! ดึงอีกที แรงกว่าเดิม...แชะ... เงียบ ผ่านไป 15 นาที เหนื่อยชิบ! แล้วก็สงสัยว่า "มันพังตอนไหน!?"
อย่าเพิ่งรีบโทรหาช่าง เชื่อเราเถอะครับ บอกเลยว่า 90% ของอาการสตาร์ทไม่ติด เกิดจากเรื่อง เส้นผมบังภูเขา ที่คุณแก้เองได้ใน 5 นาที! ในบทความนี้เราจะพามาดู 3 จุดเช็คลิสต์ ที่มักจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ พร้อมวิธีจัดการ ที่ไม่ต้องเป็นช่างก็ทำได้ครับ
เครื่องปั่นไฟ รุ่นใหม่ๆ แทบทุกรุ่นจะมีระบบเซฟตี้ที่เรียกว่า "Oil Alert System" หรือเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำมันเครื่องครับ หน้าที่ของมันคือการรักษาเครื่องยนต์ ถ้ามันตรวจจับว่า น้ำมันเครื่องต่ำเกินไปมันจะสั่ง ตัดระบบไฟจุดระเบิดทันที
วิธีแก้
น้ำมันเบนซินหรือแก๊สโซฮอล์สมัยนี้ ถ้าทิ้งไว้นานๆ มันจะเสื่อมสภาพ กลายเป็นยางเหนียวๆ (Varnish) ไปอุดตันตามรูเล็กๆ ในคาร์บูเรเตอร์ (Carburetor) ทำให้ส่งน้ำมันไปเลี้ยงห้องเผาไหม้ไม่สะดวก
วิธีแก้ เช็คก๊อกน้ำมัน (Fuel Cock) ถามจริงๆ... คุณเปิดก๊อกน้ำมันหรือยัง? (อย่าขำนะครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก!) เช็คให้ชัวร์ว่าบิดไปที่ตำแหน่ง ON แล้ว ถ่ายน้ำมันเก่าทิ้ง (Drain the Bowl) ไม่ต้องถึงขั้นรื้อคาร์บูฯ มาล้างครับ (อันนั้นงานช่าง) ให้คุณลองทำแบบนี้ก่อน
วิธีแก้
ต้องใช้เครื่องมือหน่อยนะครับ ส่วนใหญ่จะแถมมากับเครื่อง เป็นบล็อคหัวเทียนหกเหลี่ยม
"ปิดก๊อกก่อนดับเครื่อง": ก่อนจะเลิกใช้งาน อย่าเพิ่งกดปุ่ม Stop ทันที ให้ "ปิดก๊อกน้ำมัน (OFF)" แล้วปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานต่อไปเรื่อยๆ จนมันดับไปเอง
ทำไม? เพื่อเผาน้ำมันที่ค้างในคาร์บูเรเตอร์ให้เกลี้ยงครับ จะได้ไม่มีน้ำมันบูดคาเครื่อง ครั้งหน้ามาสตาร์ทรับรองว่าชิล!
"สตาร์ทวอร์มเครื่องทุกเดือน": เครื่องจักรมีไว้ใช้ครับ ถ้าจอดเฉยๆ พังเร็วกว่าใช้ สตาร์ททิ้งไว้สัก 10-15 นาทีเดือนละครั้ง เพื่อให้น้ำมันเครื่องไปเคลือบชิ้นส่วนต่างๆ และไล่ความชื้น
อย่าเพิ่งรีบโทรหาช่าง เชื่อเราเถอะครับ บอกเลยว่า 90% ของอาการสตาร์ทไม่ติด เกิดจากเรื่อง เส้นผมบังภูเขา ที่คุณแก้เองได้ใน 5 นาที! ในบทความนี้เราจะพามาดู 3 จุดเช็คลิสต์ ที่มักจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ พร้อมวิธีจัดการ ที่ไม่ต้องเป็นช่างก็ทำได้ครับ
จุดที่ 1 น้ำมันเครื่อง ของ เครื่องปั่นไฟ
อาการ ที่เราดึงเชือกแล้วรู้สึกปกติ ไม่ฝืด ไม่ติดขัด แต่เครื่องไม่ยอมส่งเสียงว่าจะติดเลย เงียบสนิทเหมือนถอดหัวเทียนออก เชื่อไหมครับว่า นี่คือสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้คนตกม้าตายมานักต่อนัก! (รวมถึงเราด้วย)เครื่องปั่นไฟ รุ่นใหม่ๆ แทบทุกรุ่นจะมีระบบเซฟตี้ที่เรียกว่า "Oil Alert System" หรือเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำมันเครื่องครับ หน้าที่ของมันคือการรักษาเครื่องยนต์ ถ้ามันตรวจจับว่า น้ำมันเครื่องต่ำเกินไปมันจะสั่ง ตัดระบบไฟจุดระเบิดทันที
วิธีแก้
- หาจุดวัด : มองหาจุกปิดน้ำมันเครื่อง (ส่วนใหญ่จะอยู่ด้านล่างๆ สีดำหรือสีเทา)
- เช็คระดับ : หมุนเกลียวออกมา เช็ดก้านวัดให้สะอาด จุ่มลงไปใหม่ (ไม่ต้องหมุนเกลียว) แล้วดึงขึ้นมาดู
- เติมซะ : ถ้าระดับน้ำมันไม่อยู่ในขีดบน หรือปลายก้านแห้งสนิท... นั่นแหละครับตัวการ! ให้เติมน้ำมันเครื่อง (เบอร์ 10W-30 หรือ 40 ทั่วไป) ลงไปทีละนิดจนถึงระดับปากรูเติม
- ลองสตาร์ท : เชื่อเราเถอะ ร้อยละแปดสิบ... "บรู๊นนนนน!" ติดชัวร์
จุดที่ 2 : น้ำมันเชื้อเพลิง & คาร์บูเรเตอร์
อาการ เครื่องเหมือนจะติด ดัง แชะๆๆ...แล้วก็ดับ หรือต้องดึงโช้ค ค้างไว้ตลอดถึงจะติด พอเอาโช้คลงเครื่องดับทันที ถ้าคุณทิ้งเครื่องไว้นานเกิน 1-2 เดือนโดยไม่ได้สตาร์ทเลย แล้วเจอปัญหานี้ ยินดีด้วยครับ คุณกำลังเจอ "น้ำมันบูด" เล่นงานเข้าแล้ว!
น้ำมันเบนซินหรือแก๊สโซฮอล์สมัยนี้ ถ้าทิ้งไว้นานๆ มันจะเสื่อมสภาพ กลายเป็นยางเหนียวๆ (Varnish) ไปอุดตันตามรูเล็กๆ ในคาร์บูเรเตอร์ (Carburetor) ทำให้ส่งน้ำมันไปเลี้ยงห้องเผาไหม้ไม่สะดวก
วิธีแก้ เช็คก๊อกน้ำมัน (Fuel Cock) ถามจริงๆ... คุณเปิดก๊อกน้ำมันหรือยัง? (อย่าขำนะครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก!) เช็คให้ชัวร์ว่าบิดไปที่ตำแหน่ง ON แล้ว ถ่ายน้ำมันเก่าทิ้ง (Drain the Bowl) ไม่ต้องถึงขั้นรื้อคาร์บูฯ มาล้างครับ (อันนั้นงานช่าง) ให้คุณลองทำแบบนี้ก่อน
- หา น็อตถ่ายน้ำมัน ที่ก้นถ้วยคาร์บูเรเตอร์ (จะเป็นน็อตตัวเล็กๆ หรือสกรู อยู่จุดต่ำสุดของคาร์บูฯ)
- หาภาชนะมารอง แล้วคลายน็อตตัวนั้นออก
- ปล่อยให้น้ำมันเก่าที่ค้างในถ้วยไหลออกมาให้หมด (สีมันอาจจะคล้ำๆ หรือมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว)
- เปิดก๊อกน้ำมันไล่น้ำมันใหม่จากถังลงมาล้างสักนิด แล้วขันน็อตกลับให้แน่น
- ลองสตาร์ทดูใหม่
จุดที่ 3 หัวเทียน ของ เครื่องปั่นไฟ
อาการ น้ำมันเครื่องเต็ม น้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ แต่สตาร์ทแล้วเงียบ หรือมีกลิ่นน้ำมันหึ่งออกมาจากท่อไอเสีย ถ้าคุณพยายามสตาร์ทหลายครั้งจนได้กลิ่นน้ำมันแรงๆ เป็นไปได้สูงว่าเกิดอาการ "น้ำมันท่วม" หรือหัวเทียน "บอด/สกปรก" จนไม่มีประกายไฟไปจุดระเบิดครับวิธีแก้
ต้องใช้เครื่องมือหน่อยนะครับ ส่วนใหญ่จะแถมมากับเครื่อง เป็นบล็อคหัวเทียนหกเหลี่ยม
- ถอดหัวเทียน: หมุนหัวเทียนออกมาดูหน้าตามันหน่อย
- ประเมินดูว่ามี อะไรเปียกๆไหม ถ้ามีน้ำมันท่วมครับ! เช็ดให้แห้ง แล้วดึงเชือกสตาร์ทเปล่าๆ (โดยไม่ใส่หัวเทียน) สัก 5-6 ครั้ง เพื่อไล่น้ำมันในกระบอกสูบออก แล้วใส่กลับ ดำปี๋เป็นคราบเขม่า ไฟเดินไม่สะดวก เอามาขัดด้วยกระดาษทราย หรือแปรงลวดให้เห็นเนื้อโลหะขาวๆ
- เช็คไฟ (Advance นิดนึง) เสียบหัวเทียนเข้ากับปลั๊กสายไฟ แล้วเอาส่วนเกลียวโลหะของหัวเทียนไป "แตะ" กับโครงเหล็กของเครื่องยนต์ (ตรงไหนก็ได้ที่เป็นโลหะเปลือย) ให้เพื่อนช่วยดึงสตาร์ทเบาๆ แล้วคุณมองที่ปลายหัวเทียน ถ้าเห็น ประกายไฟสีฟ้า แวบๆ ไฟมาปกติ ใส่กลับแล้วลุยต่อได้เลย ถ้าเงียบกริบ ไม่มีไฟแลบ หัวเทียนเสีย หรือคอยล์พัง (เปลี่ยนหัวเทียนใหม่ดูก่อน ราคาหลักสิบครับ)
เคล็ดลับป้องกันไม่ให้ต้องซ่อม เครื่องปั่นไฟ
การซ่อมเป็นเรื่องแก้ปลายเหตุครับ จะดีกว่าไหมถ้าเครื่องเรา "สตาร์ททีเดียวติด" ตลอดไป? นี่คือทริคที่ผมใช้ดูแลเครื่องที่บ้านครับ"ปิดก๊อกก่อนดับเครื่อง": ก่อนจะเลิกใช้งาน อย่าเพิ่งกดปุ่ม Stop ทันที ให้ "ปิดก๊อกน้ำมัน (OFF)" แล้วปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานต่อไปเรื่อยๆ จนมันดับไปเอง
ทำไม? เพื่อเผาน้ำมันที่ค้างในคาร์บูเรเตอร์ให้เกลี้ยงครับ จะได้ไม่มีน้ำมันบูดคาเครื่อง ครั้งหน้ามาสตาร์ทรับรองว่าชิล!
"สตาร์ทวอร์มเครื่องทุกเดือน": เครื่องจักรมีไว้ใช้ครับ ถ้าจอดเฉยๆ พังเร็วกว่าใช้ สตาร์ททิ้งไว้สัก 10-15 นาทีเดือนละครั้ง เพื่อให้น้ำมันเครื่องไปเคลือบชิ้นส่วนต่างๆ และไล่ความชื้น




ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น